ลองนึกถึงหนังที่มีทั้งกองทัพกรีกโบราณ, โจรสลัด, อาณาจักรใต้น้ำ,
ปีศาจที่ชื่อ Demon Maeg และ
นางเงือกที่ฆ่าผู้ชายระหว่างมีเซ็กซ์, มีสาวบอนด์มารับบทนางเงือก,
นักแสดงส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน และใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบสามมิติ
เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงคิดว่ามันเป็นหนังฮอลลีวูดทุนหนาอีกเรื่องหนึ่ง
…ทว่า สำหรับ Empires of the Deep
ที่มีทุกอย่างที่ว่าไปนั้น มันคือผลผลิตจากแดนมังกร
ที่กำลังเร่งถ่ายทำกันใน สตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทางตอนเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่
เจ้าของโปรเจกต์ที่เหมือนจับ Avatar, Gladiator และ Pirates
of the Caribbean นี้คือ จอน เจียง
นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังผู้หลงใหลในแผ่นฟิล์ม และประกาศยืนยันว่า
ภารกิจนับจากนี้ของเขาคือการสร้างหนัง, วิดีโอเกม และสวนสนุก
ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งในความพยายามที่จะทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางการสร้าง
หนังของโลก ที่มีศักยภาพมากพอที่จะสร้างหนังพูดภาษาอังกฤษทุนมหาศาล
ซึ่งคู่แข่งจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากฮอลลีวูดเจ้าเก่านั่นเอง

และหาก Empires of the Deep ของเจียงประสบความสำเร็จ
ก็เท่ากับเป็นการพิสูจน์ให้้คนทำหนังจากนานาประเทศมั่นใจว่าคนจีนก็สร้าง
หนังแบบฮอลลีวูดได้ โดยใช้ทุนสร้างที่ต่ำกว่า
(เพราะค่าแรงและวัตถุดิบที่มีต้นทุนถูกกว่า)
ซึ่งดูเหมือนเจียงก็ตั้งใจให้มันเป็นเช่นนั้น ด้วยการทุ่มทุนสร้างถึง 100
ล้านดอลลาร์ (น้อยกว่าหนังบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูดในยุคนี้
แต่ถือว่ามหาศาลสำหรับหนังจีน แซง Red Cliff ของ จอห์น วู
ที่เคยทำสถิติไว้)
เลือกเนื้อหาที่แตกต่างจากหนังเอพิคประวัติศาสตร์หรือหนังโปรคอมมิวนิสต์
ทั่วๆ ไป ใช้นักแสดงจากนานาชาติ ทั้ง อเมริกา, บราซิล, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น
และอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้กำกับก็มาจากอเมริกาและแคนาดา ส่วนบทหนังนั้น
แม้ว่าเจียงจะเป็นผู้เขียนเอง แต่ก็ผ่านการขัดเกลา (ถึง 40 ร่าง)
โดยนักเขียนบทจากฮอลลีวูด 10 ราย
แน่นอนว่า นี่เป็นโปรเจกต์ที่มีความเสี่ยงสูง
โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงปัญหาต่างๆ ในกองถ่าย
(ผู้กำกับฝรั่งเศสหนึ่งรายและอเมริกันสองรายขอถอนตัวออกจากโปรเจกต์กลางคัน
ตอนนี้หนังอยู่ในมือของผู้กำกับรายที่สี่)
หรือทุนสร้างที่บานปลายไปอีกหลายสิบล้าน ก็ยิ่งทำให้ Empires of
the Deep มีโอกาสเป็นช้างล้มได้สูง อย่างไรก็ตาม เจียง
(ที่ได้รับการจัดอันดับจาก Forbes ให้เป็นคนที่รวยที่สุด
ในจีนในปี 2002) พยายามจะมองข้ามปัญหาทั้งหมด
และชี้ให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ต้องการทำหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เท่าที่เคยสร้างกันมาในจีน “ผมตั้งใจที่จะฉายหนังเรื่องนี้ใน 160
ประเทศทั่วโลก มันต้องเป็นหนังเอพิค”
เจียงไม่เคยมีประสบการณ์ในการ ทำหนังมาก่อน แต่อ้างว่าดูหนังมาแล้วกว่า
4,000 เรื่อง และอยากทำหนังโศกนาฏกรรมรักที่เป็นส่วนผสมระหว่าง
เรื่องเหนือธรรมชาติ, กระตุ้นอะดรีนาลีน และมีความซาบซึ้ง
เขาไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับผู้กำกับใหญ่ของจีนอย่าง จางอี้โหมว
แต่คิดว่าตัวเองอยู่ในประเภทเดียวกับ จอร์จ ลูคัส, เจมส์ คาเมรอน และ
ปีเตอร์ แจ็คสัน เสียมากกว่า “ผมเป็นโปรดิวเซอร์ระดับนานาชาติ” เขากล่าว
“ผมไม่อยากทำหนังจีน ผมไม่รู้วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังจีน
ผมไม่รู้เลยว่าจะทำหนังจีนยังไง”

หนังเรื่องแรกจากฝีมือของผู้กำกับ จีนแผ่นดินใหญ่
ที่ประสบความสำเร็จล้นหลามจากทั่วโลกคือ Hero ของจางอี้โหมวเอง
ที่ทำเงินจากทั่วโลกไปทั้งสิ้น 177 ล้านดอลลาร์
ซึ่งทำให้เขากลายเป็นที่รักของรัฐบาลจีน
และยังเป็นผู้กำกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก
ยังไม่มีหนังจีนเรื่องใดที่ทำรายได้จากทั่วโลกชนะ Hero ได้ แต่กระนั้น
หนังอย่าง Avatar หรือ Transformers ก็ยังได้รับความนิยมจากคนจีนมากกว่า
ซึ่งเจียงพูดในประเด็นนี้ว่า แม้จางและคนทำหนังจีนคนอื่นๆ
จะทำหนังดีมีคุณภาพ
แต่การใช้นักแสดงและโครงเรื่องของจีนถือเป็นการจำกัดขอบเขตคนดูไปโดยปริยาย
“พวกเขาไม่ใช่คนที่จะมาทำหนังของผม” เจียงกล่าว
“หนังแบบที่พวกเขาทำไม่มีค่าสำหรับผมเลย”
เจียงสร้างความสนใจในระดับนานาชาติด้วยการ จ้าง โอลก้า
คูรีเลนโก้ ผู้รับบทสาวบอนด์ภาคที่แล้วมารับบทนางเงือก
(ทีแรกเขาอยากให้ โมนิก้า เบลลุชชี่ หรือ ชารอน สโตน
มารับบทนี้แต่ทั้งสองปฏิเสธ) แต่กระนั้น ก็ไม่อาจขจัดความคลางแคลงได้หมด
“คนในวงการหนังจีนมีทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อในฝีมือของเขา” โจนาธาน แลนเดรธ
นักข่าวอาวุโสประจำประเทศจีนของ The Hollywood Reporter กล่าว “แต่ที่แน่ๆ
ก็คือ ถ้าเจียงทำผลงานออกมาได้ดี
ถ้ามันออกมาเป็นหนังที่มีหน้าตาเหมาะสมกับทุนสร้าง 100 ล้าน
มันก็จะเริ่มทำให้เกิดความสนใจในการร่วมทุนสร้างจากพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ”

อุปสรรค สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเจียงคือรัฐบาลจีน
ซึ่งมีมาตรฐานการเซ็นเซอร์อันเข้มงวดและพยายามตีกรอบหนังให้สอดคล้องกับ
นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งใน Empires of the Deep นี้
ทางการจีนยืนยันที่จะให้เจียงใส่องค์ประกอบที่มีความเป็นจีนเข้าไป ดังนั้น
เขาจึงต้องใส่ตัวละครสายพันธุ์มนุษย์มังกร และให้ ฮูจุน
นักแสดงชื่อดังของจีนมารับบทเจ้าแห่งมังกร ซึ่งซีนที่มีตัวละครเหล่านี้
ว่ากันว่าจะมีอยู่เฉพาะเวอร์ชั่นที่ฉายในจีนเท่านั้น
แต่ความคลาง แคลงก็ดูจะไม่หมดลงเสียที
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับปัญหาในกองถ่ายออกมาเป็นระยะๆ
ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำอันล่าช้าเกินกำหนด,
การจ่ายค้าจ้างให้กับทีมงานและนักแสดงไม่ตรงเวลา
รวมถึงการเปลี่ยนตัวผู้กำกับกลางอากาศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
โดยผู้กำกับคนแรกที่เข้ามากุมบังเหียนคือ ปิตอฟ
จากฝรั่งเศสซึ่งเคยทำหนังฮอลลีวูดอย่าง Catwoman ที่เจ๊งสนั่นมาแล้ว
ปิตอฟบอกศาลาโปรเจกต์นี้ก่อนที่การถ่ายทำจะเริ่มขึ้น
ก่อนที่ตำแหน่งนี้จะถูกส่งต่อไปยัง โจนาธาน ลอว์เรนซ์, ไม
เคิล ฟรองช์ และ สก็อต มิลเลอร์ (ตามลำดับ)
ซึ่งทั้งสามรายที่ว่ามานี้ ไม่มีใครมีประสบการณ์ในการทำหนังทุนสุงเลย
(ตัวอย่างของความไม่เป็นงาน
ดูได้จากการสร้างฉากพระราชวังเพื่อถ่ายฉากงานเลี้ยง
แต่พอสร้างเสร็จแล้วกับพบว่าภายในมันมืดเกินไป
มิลเลอร์จึงสั่งให้คนงานเจาะหลังคาราชวัง
“ผมคิดว่ามันคงทำให้แสงเข้ามาได้ง่ายที่สุดแล้ว” มิลเลอร์กล่าว)

ฟรองช์ ผู้ลาขาดจากโปรเจกต์ไป
กล่าวว่าปัญหาหลักในกองถ่ายหนังเรื่องนี้มาจากเรื่องเงินๆ ทองๆ
อย่างที่เป็นข่าวนั่นแหละ “ระบบงานในหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนกับเรื่องไหนๆ
ที่ผมเคยทำมา ซึ่งทำให้ผมทำงานร่วมต่อไปไม่ได้” ขณะที่เจียงก็ยอมรับว่า
มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินล่าช้าจริง
แต่ก็เป็นเพียงเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเท่านั้น
และถึงโปรเจกต์นี้จะส่อเค้าไม่ดีเพียงใด แต่เจียงก็ยังหวังสูงอยู่เสมอ
ว่า กันว่าในออฟฟิศของเขานั้น มีเป้าหมายของเจียงติดไว้อย่างชัดเจนว่า
ความสำเร็จวัดได้จากการที่ โมนิก้า เบลลุชชี่ มากองถ่าย
(ซึ่งก็ไม่เป็นจริงไปแล้ว) วันที่หนังได้เข้าฉายในคานส์ (จะเป็นไปได้หรือ)
และวันเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่…อันหลังนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเจียงจะสม
หวังหรือไม่
ภาพเบื้องหลัง Empires of
the Deep





ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.facebook.com/group.php?gid=41277694475#!/group.php?gid=41277694475&v=wall |